จัดส่งโซดาไฟจังหวัดราชบุรี

แชร์ให้เพื่อน :

จัดส่งโซดาไฟจังหวัดราชบุรี

จัดส่งโซดาไฟ ให้กับลูกค้าที่จังหวัดราชบุรีอีกรอบ ครั้งนี้ส่ง 5 ตัน เนื่องจากจังหวัดราชบุรี มาฟาร์มหมูจำนวนมาก การเลี้ยงหมูต้องทำความสะอาดเล้าหมูอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ไม่เป็นแหล่งแพร่เชื้อโรค การใช้โซดาไฟล้างเล้าหมู ช่วยฆ่าเชื้อโรคได้เป็นอย่างดี 

แชร์ให้เพื่อน :

โซเดียมไบคาร์บอเนต (sodium bicarbonate)

แชร์ให้เพื่อน :

โซเดียมไบคาร์บอเนต (sodium bicarbonate) (โซดาแอช) เกรดอาหาร

 

โซเดียมไบคาร์บอเนต (อังกฤษ: sodium bicarbonate

ชื่อเรียกทั่วไป โซเดียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต หรือ โซดาทำขนม (baking soda) เป็นสารประกอบที่มีสูตรเคมีคือ NaHCO3 มีเลขอีคือ E500 ลักษณะเป็นผงสีขาว มีรสเค็มคล้ายโซเดียมคาร์บอเนต มีการใช้โซเดียมไบคาร์บอเนตมาตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ ในรูปของเนตรอน (natron) นำไปใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม

 

  • ชื่อตาม IUPAC    : โซเดียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต
  • ชื่ออื่น.                    : โซเดียมไบคาร์บอเนต
                                    ไบคาร์บอเนตของโซดา
                                    โซดาทำขนม
                                    โซเดียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต
                                     นาห์โคไลต์
  • คุณสมบัติ
  • สูตรเคมี                  : NaHCO3
  • มวลต่อหนึ่งโมล     : 84.007 g/mol
  • ลักษณะทางกายภาพ : ของแข็งผลึกสีขาว
  • ความหนาแน่น        :  2.159 g/cm3, solid.
  • จุดหลอมเหลว         : Decomposes around 50 °C
  • ความสามารถละลายได้ในน้ำ : 7.8 g/100 ml (18 °C)

 


 

ลักษณะทางชีวภาพของโซเดียมไบคาร์บอเนต

  • มีลักษณะเป็นผลึกสีขาวที่ละลายน้ำได้ดี มีความเป็นด่าง เมื่อทำปฏิกิริยากับส่วนผสมที่เป็นกรดในส่วนผสมของเหลวก็จะทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จนทำให้เกิดฟองก๊าซ

 

การใช้งานโซเดียมไบคาร์บอเนต

  • อุตสาหกรรมอาหาร ทำขนมหวาน ขนมปัง ให้ฟูและขยายสวยงาม น่ารับประทาน
  • อุตสหกรรมน้ำยาทำความสะอาดใช้เป็นส่วนผสมในสารทำความสะอาด ใช้ปรับความเป็นกรดด่างของบ่อน้ำ
  • อุตสาหกรรมดับเพลิง ในการดับเพลงใช้โซเดียมไบคาร์บอเนต ในอุตสาหกรรมเครื่องดับเพลิงชนิดเคมีแห้ง
  •  อุตสาหกรรมยา โซเดียมไบคาร์บอเนต ใช้ในการผลิตยาเม็ดที่คนทั่วไปรู้จักในชื่อ โซดามิ้นท์, โซดามินท์, โซดามินต์ (Sodamint) โดยมีไว้ใช้สำหรับรักษาภาวะความเป็นกรดเกินของร่างกายและภาวะอาหารไม่ย่อย เป็นต้น

 

ข้อแตกต่าง : โซเดียมคาร์บอเนตและโซเดียมไบคาร์บอเนตจะมีความเป็นด่างสูง แต่โซเดียมไบคาร์บอเนตจะมีความเป็นกรดมากกว่าโซเดียมคาร์บอเนต

 

ผงฟูกับเบกกิ้งโซดาต่างกันยังไง

เบกกิ้งโซดา คือ โซเดียมไบคาร์บอเนต (Sodium bicarbonate)

ผงฟู คือ โซเดียมไบคาร์บอเนต (Sodium bicarbonate) + สารที่มีฤทธิ์เป็นกรด (เช่น Cream of tartar, Disodium pyrophosphate) + แป้งข้าวโพด (Corn starch)
สรุป ทั้งเบกกิ้งโซดา (Baking Soda) และผงฟู (Baking Powder) ต่างก็เป็นสารที่ช่วยทำให้ขนมขึ้นฟูได้ แต่โดยมากแล้วจะนำมาใช้ในโอกาศที่แตกต่างกัน โดยผงฟูนั้นสามารถนำมาใช้แทนเบกกิ้งโซดาได้ในบางกรณี* แต่เบกกิ้งโซดาเพียงเดี่ยว ๆ จะไม่สามารถนำมาใช้แทนผงฟูได้เลย เพราะต้องเพิ่มสารที่มีฤทธิ์เป็นกรดและแป้งข้าวโพดเข้าไปด้วย

หมายเหตุ : ผงฟูจะมีปริมาณที่จะเกิดปฏิกิริยาน้อยกว่าเบกกิ้งโซดา 4 เท่า พูดง่าย ๆ ก็คือ เบกกิ้งโซดาเพียว ๆ จะมีความเข้มข้นมากกว่าผงฟูประมาณ 4 เท่าครับ ถ้าจะใช้ผงฟูแทนเบกกิ้งโซดาก็กะใช้ในขนาดที่เหมาะสมด้วยครับ

แชร์ให้เพื่อน :

โซดาไฟ AGC(อาซาฮี)

แชร์ให้เพื่อน :

โซดาไฟอาซาฮี

โซดาไฟอาซาฮี (AGC)  ของยี่ห้ออาซาฮีเป็นยี่ห้อที่

  • ผลิตในประเทศไทย
  • เป็นยี่ห้อของคนไทย
  • ใช้งานได้ในหลายด้าน เป็นที่นิยมในการนำไปใช้งานในโรงงานอุตสาหกรรม การเกษตร และใช้ในครัวเรือน 

 

โซดาไฟอาซาฮี มี 2 ประเภท 

  1. โซดาไฟเกล็ด 98%
  2. โซดาไฟไข่มุก 99%

ซึ่งทั้ง 2 ประเภท ได้รับมาตรฐานอุตสาหกรรมของไทย

โซดาไฟเกล็ดอาซาฮี 98%

โซดาไฟอาซาฮี ความเข้มข้น 98% เป็นโซดาไฟแบบเกล็ด บรรจุในถุงแบบ 25 กิโลกรัม มีคุณภาพดี สามารถใช้งานได้เป็นอย่างดี เป็นผลิตภัณฑ์เคมีคุณภาพสูงได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไทย

การใช้งาน : โซดาไฟเกล็ดอาซาฮี ตัวนี้เหมาะแก่การนำมาใช้ใน

  • โรงงานผลิตสารเคมีทำความสะอาด
  • อุตสาหกรรมการกลั่นน้ำมัน
  • อุตสาหกรรมเยื่อกระดาษและการผลิตกระดาษ
  • อุตสาหกรรมการผลิตอลูมิเนียม
  • อุตสาหกรรมผลิตผงซักฟอก
  • อุตสาหกรรมผลิตสบู่
  • กระบวนการผลิตสิ่งทอ
  • การชุบโลหะ

โซดาไฟไข่มุก 99%

โซดาไฟไข่มุกอาซาฮี 99% ผลิตในประเทศไทย

การใช้งาน : โซดาไฟไข่มุกเหมาะแก่การนำมาใช้ในกระบวนการผลิตเยื่อกระดาษสบู่,ผงซักฟอก,สิ่งทอปิโตรเลียม,ยายางแก้วการชุบโลหะการทำน้ำให้บริสุทธิ์การกำจัดคราบ เป็นผลิตภัณฑ์เคมีคุณภาพสูงได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไทย


อัพเดท บรรจุภัณฑ์โซดาไฟ อาซาฮี ปี 2567
อัพเดท บรรจุภัณฑ์โซดาไฟ อาซาฮี ปี 2567

 


แชร์ให้เพื่อน :

10 ข้อน่ารู้เกี่ยวกับโซดาไฟ

แชร์ให้เพื่อน :

10 ข้อน่ารู้เกี่ยวกับโซดาไฟ

สวัสดีครับ วันนี้เรามีเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโซดาไฟ มาฝากกันครับ

  • โซดาไฟ มีกี่แบบ
    โซดาไฟ มี 2 แบบ ดังนี้
    1. แบบน้ำ มีความเข้มข้น 30% หรือ 50%
    2.แบบเกล็ด มีความเข้มข้น 98%,99%

  • โซดาไฟของเรานำเข้าจากประเทศไหนบ้าง
    โซดาไฟของเรานำเข้าจากประเทศต่างๆ ดังนี้
    * จีน เป็นโซดาไฟที่นิยมใช้ในประเทศมากที่สุด
    * อินเดีย
    * ไต้หวัน โซดาไฟไต้หวัน สามารถใช้ในอุตสาหกรรมอาหารได้
    * ไทย ประเทศไทยก็สามารถผลิตโซดาไฟเองได้ส่วนใหญ่ เราจะรู้จักในยี่ห้อ “อาซาฮี

  • โซดาไฟซื้อได้ที่ไหน
    โซดาไฟส่วนใหญ่มีขายปลีกที่ โลตัสหรือ บิ๊กซี หรือร้านวัสดุก่อสร้างทั่วไป
    แต่หากต้องการซื้อปริมาณมากๆ สามารถสั่งซื้อกับทางเราได้เลย ขั้นต่ำ 500 กิโลกรัม ขึ้นไป

  • โซดาไฟผลิตจากอะไร
    โซดาไฟผลิตจากเกลือ ซื่งนำเกลือสมุทรมาผลิตโซดาไฟ การผลิตโซดาไฟ 


  • โซดาไฟควรเก็บอย่างไร
    * ควรเก็บในที่แห้ง ห่างจากแหล่งน้ำ ห่างจากความชื้น
    * ไม่ควรวางโซดาไฟลงตรงๆ บนพื้นดิน ควรหาอะไรมารองก่อนวางโซดาไฟ


  • โซดาไฟกัดพลาสติกมั๊ย
    โซดาไฟเมื่อโดนน้ำจะเกิดความร้อน หากนำไปใส่ในขวดพลาสติก ความร้อนอาจจะทำให้ขวดพลาสติกบิดเบี้ยว

 


แชร์ให้เพื่อน :

10 ประโยชน์ของโซดาไฟ

แชร์ให้เพื่อน :

10 ประโยชน์ของโซดาไฟ

โซดาไฟ หรือ โซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) เป็นสารประกอบเคมีที่มีสูตรทางเคมีคือ NaOH

  • มีลักษณะเป็นของแข็งสีขาว
  • ดูดความชื้นได้ดี
  • ละลายน้ำได้ดี
  • มีคุณสมบัติเป็นเบสแก่ ด่างแก่
  • มีฤทธิ์กัดกร่อนสูง 

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ โซดาไฟ

โซดาไฟใช้ประโยชน์ได้ทั้งในบ้าน และในโรงงานอุตสาหกรรม เช่น ใช้ในโรงงานแปรรูปยางพารา , ใช้บำบัดน้ำเสียในโรงงาน เป็นต้น และหลายๆคน คงเคยนำโซดาไฟ ไปเทลงท่อเพื่อแก้ปัญหาท่อ หรือชักโครกตัน กันมาแล้ว ซึ่งโซดาไฟนำไปใช้ประโยชน์ได้มากกว่านั้น และใช้งานในหลายอุตสาหกรรม

 

1.ทำสบู่

โซดาไฟใช้สำหรับทำน้ำด่าง ในการทำสบู่น้ำมัน โซดาไฟสามารถละลายในน้ำได้ดี ใช้เพื่อทำปรับสภาพความเป็นกรดของผลิตภัณฑ์ให้กลายเป็นกลาง
*** ข้อแนะนำสำหรับสบู่กวนเย็น : หลังจากตัดสบู่ ควรตากทิ้งไว้ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก 3 สัปดาห์หรือมากกว่านั้น ทั้งนี้เพื่อให้โซดาไฟระเหยตัวไป ทำให้ได้ค่า ph ที่เหมาะสม


2.แก้ท่อตัน

เนื่องจากโซดาไฟ มีฤทธิ์ในการกัดกร่อนที่ดีมาก โดยเฉพาะพวกก้อนน้ำมันหรือเส้นผสม ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงใช้โซดาไฟในการแก้ท่อตัน


3.ล้างขวดแก้ว

โซดาไฟนิยมนำมาใช้ล้างขวดแก้ว โซดาไฟใช้กัดพวกฉลากหรือแพคเกจจิ้ง หรือกาวที่ติดบนขวดให้หลุดออกง่ายเป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังฆ่าเชื้อโรคได้อีกด้วย


4.โซดาไฟล้างตลาด 

ใช้ผสมน้ำแล้วนำไปล้างตลาดสด หรือพื้นที่ที่มีการหมักหมมของสิ่งสกปรกเพื่อทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคได้


5.แช่ไม้ป้องกันปลวก

บางครั้ง ช่างจะนำไม้ไปแช่ใน น้ำที่ผสมโซดาไฟ เพื่อป้องกันปลวก ซึ่งมีช่างบางท่านใช้วิธีนี้เพื่อป้องกันปลวกกินไม้


6.แช่ผ้าทำให้นิ่ม

ในอุตสาหกรรมการย้อมผ้า บางครั้งจะนำผ้าไปแช่ในโซดาไฟที่เจือจางเพื่อให้การย้อมทำได้ง่ายมากขึ้น


7.บำบัดน้ำเสีย

ใช้สำหรับการตกตะกอนของแร่ธาตุหรือโลหะหนักในกระบวนการบำบัดน้ำเสีย


8.ผลิตกระดาษ

โดยแช่เยื่อกระดาษในโซดาไฟจนเปื่อย และนำไปผลิตกระดาษได้ง่าย


9.ใช้ในส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดต่างๆ

หรือน้ำยาต่างๆดังนี้ เช่น น้ำยาทำความสะอาดตู้อบ, น้ำยาทำความสะอาดท่อ, น้ำยาทำความสะอาดบรรจุภัณฑ์ ,น้ำยาขัดโลหะ


10.ใช้ในการเกษตร

เช่นใช้โซดาไฟในการกำจัดวัชพืช เช่น หญ้า ,วัชพืชต่างๆ เป็นต้น

ยาฆ่าหญ้า (สูตรธรรมชาติ)

ส่วนผสม

  • สับปะรด 20 กก.
  • เกลือ 10 กก.
  • โซดาไฟ 1 กก.
  • น้ํา 20 ลิตร

 

วิธีทํา

  • สับสับปะรดแล้วใส่เกลือและน้ํา
    แล้วคนให้เข้ากัน
  • ใส่โซดาไฟแล้วคนให้เข้ากัน
  • หมักไว้ไม่ต่ำกว่า 15 วัน

วิธีใช้
ผสมน้ำหมัก 100 ซีซี / น้ํา 20 ลิตร
• ใช้พ่นยาสัปดาห์ละครั้ง
• ผลที่ได้หญ้าตายแน่นอน ปลอดภัยด้วย

สูตรกําจัดหญ้าคาที่ผสมโซดาไฟ แล้วมีหลายคนสงสัยว่าจะเป็นอันตรายหรือไม่
สูตรเคมีโซดาไฟ คือ โซเดียมไฮดรอกไซด์ NaOH เมื่อแตกตัว จะได้โซเดียม ซึ่งไปเป็นแร่ธาตุในดิน และไฮดรอกไซด์ไปจับกับ H ในอากาศ กลายเป็น น้ํา H2O ไม่เป็นอันตรายใดๆต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแน่นอน โซดาไฟปลอดภัยกว่า เกลือแกง ซึ่งเมื่อแตกตัว จะกลายเป็นกรดเกลือไฮโดรคลอริก สูตรนี้หญ้าต่างๆจะค่อยๆสูญเสียคุณสมบัติในการสังเคราะห์คลอโรฟิลด์กลายเป็นใบด่างขาว และค่อยๆตายแบบถาวร


แชร์ให้เพื่อน :

การใช้งานคลอรีน

แชร์ให้เพื่อน :

การใช้งานคลอรีน ในงานต่างๆ

จำหน่ายคลอรีนผง ราคาโรงงาน จัดส่งถึงหน้างาน

สวัสดีครับ วันนี้เรามาดูวิธีการใช้งานคลอรีนในงานต่างๆ และอัตราส่วนที่เหมาะสม

คลอรีนมีประโยชน์ดังนี้

• ใช้ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และจุลินทรีย์ใน น้ำดื่ม น้ำประปาและน้ำในสระว่ายน้ำ ซึ่งเป็นงานที่ใช้คลอรีน
• ใช้ในอุตสาหกรรมผลิต อาหาร กระดาษ ทำยาฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ ทำสีผสมอาหาร ยาฆ่าแมลง สี ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม พลาสติก เวชภัณฑ์ อุตสาหกรรมเท็กไทล์ ฯลฯ
• ในทางอินทรีย์เคมี ใช้คลอรีนทำปฏิกิริยาออกซิเดชันและทำปฏิกิริยาแทนที่ เพราะคลอรีนมีคุณสมบัติเคมีที่ต้องการใน สารประกอบอินทรีย์ เมื่อเข้าไปแทนที่ ไฮโดรเจน (ในการผลิต ยางสังเคราะห์)
• ใช้ในการผลิตคลอเรต (chlorates) เช่น คลอโรฟอร์ม (chloroform) คาร์บอนเตตระคลอไรด์ (carbon tetrachloride) และใชในการสกัด โบรมีน
• ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตกระดาษ ทำยาฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ ทำสีผสมอาหาร ยาฆ่าแมลง สี ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม พลาสติก เวชภัณฑ์ อุตสาหกรรมสิ่งทอต่าง ๆ เป็นต้น

คลอรีนสำหรับสระว่ายน้ำ
คลอรีนสำหรับน้ำประปา

วิธีการใช้งาน

  • วิธีการใช้งานคลอรีนนั้นขึ้นอยู่กับว่านำไปใช้ด้านใด เช่น น้ำประปา จ่ายคลอรีนไปแล้ว จะต้องพักอย่างน้อย 30 นาที ภาชนะปิดมิดชิด ต้องให้มีคลอรีน เหลือในระบบ ที่แนะนำ คือ ระหว่าง 0.2-0.5 มิลลิกรัมต่อลิตร (0.2-0.5 ppm.)

ตัวอย่างการใช้งานคลอรีนกับงานต่างๆ

[wpsm_comparison_table id=”9″ class=””]

 


 

 

แชร์ให้เพื่อน :

คลอรีนผง

แชร์ให้เพื่อน :

คลอรีนผง 

จำหน่ายคลอรีนผง ราคาโรงงาน จัดส่งถึงหน้างาน 

คลอรีนคุณภาพดี จากโรงงานคุณภาพ ราคาส่ง



🗂️ ดาวน์โหลดข้อมูลเกี่ยวกับ คลอรีน


คลอรีนผง 

สวัสดีครับ วันนี้เรามาทำความรู้จักกับ คลอรีน กันครับ คลอรีนนั้น เรารู้จักกันดีว่าเป็นสารที่เอาไว้ใช้ฆ่าเชื้อโรค มีกลิ่นเฉพาะ วันนี้เรามาทำความรู้กับคลอรีนกันมากขึ้นครับ 

คลอรีน (อังกฤษ: Chlorine) (จากภาษากรีกoros แปลว่าสี “เขียวอ่อน”) เป็นธาตุเคมีที่มีเลขอะตอม 17 และสัญลักษณ์ Cl เป็นแฮโลเจน พบในตารางธาตุ ในกลุ่ม 17 เป็นส่วนของเกลือทะเลและสารประกอบอื่น ๆ ปรากฏมากในธรรมชาติ และจำเป็นต่อสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ รวมถึงมนุษย์ด้วย ในรูปของก๊าซ คลอรีนมีสีเขียวอมเหลือง มีน้ำหนักมากกว่าอากาศ 2.5 เท่า มีกลิ่นเหม็นอย่างรุนแรง และเป็นพิษอย่างร้ายแรง เป็นตัวออกซิไดซ์ ฟอกขาว และฆ่าเชื้อได้เป็นอย่างดี

ข้อดีของคลอรีน :

  •  เป็นคลอรีนชนิดผง และเม็ด / เกล็ด สะดวกในการเก็บรักษาและการใช้งาน แต่จะมีค่าความคงตัวต่ำกว่าคลอรีน ชนิด 70% ซึ่งค่า % ความคงตัวอาจต่ำกว่า 65% – เหมาะสําหรับใช้ฆ่าเชื้อโรคในระบบน้ําประปา ระบบน้ําเสียอุตสาหกรรม ต่าง ๆ และน้ําดื่มน้ําใช้ ทั่วไป
  • มีราคาถูกกว่าคลอรีน 70 % (Sodium Process) และชนิด 90% (Trichloroisocyanuric Acid) คลอรีน 60% (Sodium Dichloroisocyanurate)

ข้อเสียของคลอรีน :

  • ละลายน้ําได้แต่จะมีบางส่วนเป็นตะกอนแคลเซี่ยม (ผงปูน) ทําให้ต้องพักทิ้งไว้ให้ตกตะกอนก่อน และจึงนําส่วนที่เป็นน้ําใสไปใช้งาน จึงต้องระวังในเรื่องของตะกอนผงปูน
    เพราะจะทําให้เครื่องจ่ายคลอรีนเกิดการอุดตันได้ และต้องเสียค่าใช้จ่ายในการกําจัดกากตะกอน ที่หลงเหลือ
  • การใช้งานค่อนข้างยุ่งยากพอสมควร และใช้เวลาในการเตรียมการนาน – มี pH มากกว่า 9 ซึ่งเป็นด่าง ทําให้จําเป็นต้องมีการปรับ pH ของน้ํา ให้เป็นกรดเล็กน้อยก่อน จึงสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการใช้สารเคมีในการปรับค่าน้ําเพิ่มเติม

การใช้ประโยชน์

  • ใช้ฆ่าเชื้อ แบคทีเรีย และจุลินทรีย์ใน น้ำดื่ม และน้ำในสระว่ายน้ำ
  • ใช้ในอุตสาหกรรมผลิต กระดาษ ทำยาฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ ทำสีผสมอาหาร ยาฆ่าแมลง สี ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม พลาสติก เวชภัณฑ์ อุตสาหกรรมเท็กไทล์ ฯลฯ
  • ในทาง อินทรีย์เคมี ใช้ธาตุนี้ทำปฏิกิริยาออกซิเดชันและทำปฏิกิริยาแทนที่ เพราะคลอรีนมีคุณสมบัติเคมีที่ต้องการใน สารประกอบอินทรีย์ เมื่อเข้าไปแทนที่ ไฮโดรเจน (ในการผลิต ยางสังเคราะห์)
  • ใช้ในการผลิตคลอเรต (chlorates) เช่น คลอโรฟอร์ม (chloroform) คาร์บอนเตตระคลอไรด์ (carbon tetrachloride) และใชในการสกัด โบรมีน
  • ใช้บำบัดน้ำเสีย 
  • ใช้ฆ่าเชื้อในครัวเรือนทั่วไป ล้างผัก ล้างสิ่งของต่างๆ

 

แหล่งที่พบและการผลิต
ในธรรมชาติคลอรีนอยู่ในรูปของ คลอไรด์ไอออน (chloride ion) หรือเป็นรูปของ เกลือ ซึ่งละลายอยู่ในน้ำทะเลประมาณกันว่ามีอยู่ราว 1.9 %ของมวลน้ำทะเลใน มหาสมุทร ความเข้มข้นของ คลอไรด์ไอออน ที่มากกว่าในน้ำทะเลได้แก่น้ำใน ทะเลเดดซี (Dead Sea) และน้ำในเหมืองเกลือใต้ดิน คลอไรด์ไอออนที่พบทั่วไปได้แก่

  • ฮาไลต์ (halite-โซเดียมคลอไรด์) ,
  • ไซลไวต์ (sylvite-โพแทสเซียมคลอไรด์) ,
  • คาร์นัลไลต์ (carnallite-โพแทสเซียม แมกนีเซียม คลอไรด์ เฮกซาไฮเดรต)
  • ในอุตสาหกรรมธาตุคลอรีนผลิตได้โดยปฏิกิริยา อิเล็กไลสิส (electrolysis) โซเดียมคลอไรด์ ที่ละลายในน้ำ กระบวนการนี้เรียกว่า กระบวนการคลอร์อัลคะไล ซึ่งนอกจากได้คลอรีนแล้วยังมีผลพลอยได้ ไฮโดรเจน และ โซเดียมไฮดรอกไซด์ ด้วย, ตาม สมการเคมี ข้างล่างนี้

2 NaCl + 2 H2O → Cl2 + H2 + 2 NaOH

ข้อมูลจาก https://th.wikipedia.org/wiki/คลอรีน

คลอรีนผง 90% ไว้บำบัดน้ำในสระ

คลอรีนใช้ฆ่าเชื้อในสระว่ายน้ำ

วิธีใช้คลอรีนผง65% (แคลเซียมไฮโปคลอร์ไลต์)
1.วิธีผสม เพื่อใช้ในการฆ่าเชื้อโรค แบคทีเรีย จุลินทรีย์ และเชื้อไวรัส แบบเข้มข้น โดยใช้คลอรีนผง65% ปริมาณ 3กรัม หรือ 1ช้อนชา(ไม่พูน) : ต่อน้ำ 1 ลิตร ใช้ฉีดพ่น ทำความสะอาดบริเวณพื้นผิว วัสดุ และอุปกรณ์ต่างๆ ในบ้าน ในครัวเรือน และพื้นที่ต่างๆได้สะอาด ใช้ผสมน้ำยาถูพื้นเพื่อฆ่าเชื้อโรค แบคทีเรียและไวรัสบนพื้นได้ ใช้แช่ ฆ่าเชื้ออุปกรณ์ ต่างๆให้สะอาดได้100%
2.วิธีผสมใช้ฉีดพ่นฆ่าเชื้อบริเวณพื้นที่ภายในบ้าน สำนักงาน บริเวณต่างๆที่ต้องการ และตามร่างกาย ควรผสม 1 ช้อนชา: ต่อน้ำ 10 ลิตร. ใส่ในขวดสเปรย์ ขนาดเล็ก หรือใหญ่ที่มีขนาดละอองที่ละเอียดได้ตามสะดวก
3.วิธีผสมน้ำอาบ น้ำใช้ในครัวเรือนทั่วๆไป คลอรีน65% 1ช้อน : ต่อน้ำ 200ลิตร โดยผสมน้ำให้ละลายก่อน แล้วเทคลอรีนที่ผสมลงไปในถังน้ำที่อาบ หรือ ถังเก็บน้ำของท่าน ทิ้งไว้ 25-30นาที สามารถใช้อาบ ซักผ้า ล้างภาชนะ ล้างหน้าแปรงฟันได้ตามปกติ

หลักการใช้งานคลอรีน :
คลอรีน เป็นสารเคมีที่ใช้สําหรับฆ่าเชื้อโรคได้มากกว่า 99% รวมทั้ง อี.โคไล (E.coli) และเชื้อไวรัส นอกจากนี้ที่สําคัญคือมีฤทธิ์คงเหลือเพื่อฆ่าเชื้อโรคในน้ําต่อไปได้อีก โดยคลอรีนที่ เติมลงไปจะละลายน้ําอยู่ในรูปของคลอรีนอิสระ (Residual Chlorine) ทําหน้าที่ฆ่าเชื้อโรคที่อาจปนเปื้อนในภายหลัง ทั้งนี้การฆ่าเชื้อโรคจะมีประสิทธิภาพจะต้องมีปริมาณและระยะ เวลาที่เหมาะสมข้อดีของคลอรีนที่ใช้ฆ่าเชื้อโรค เพราะราคาไม่แพง ใช้ง่าย และการดูแลเก็บรักษาง่าย คลอรีนที่เหมาะสมสําหรับใช้ในครัวเรือน ได้แก่ คลอรีนผง คลอรีนเม็ดและคลอรีน นํา ควรเลือกชนิดที่มีปริมาณพอเหมาะ ในการใช้แต่ละครั้ง เพราะคลอรีนมีการระเหยเสื่อมคุณภาพได้ และจะใช้ไม่ได้ผล คลอรีนผง เป็นผง หรือเกล็ดสีขาว เวลาใช้ต้องนํามาละลายน้ําแล้วนําส่วนที่เป็นน้ําใสไปใช้งาน วิธีใช้ คลอรีนผง 65 % เพื่อฆ่าเชื้อโรคในน้ําดื่มและน้ําใช้ล้างผักสด ผลไม้ อาหารทะเล ภาชนะ


ปริมาณและระยะเวลาการทําลายเชื้อโรค
คลอรีน เป็นสารเคมีที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากสา มารถทําลายเชื้อโรคได้หลายชนิด ขอแนะนําในการใช้คลอรีน แบบผงมีปริมาณ ระยะเวลาการใช้และ

วิธีเตรียม ดังนี้
1. เตรียมน้ําใส่ภาชนะตามขนาดที่ต้องการใช้ประโยชน์
2. ตักน้ําในภาชนะที่เตรีมมา1แก้ว
3. นําผงคลอรีนผสมลงไปตามสัดส่วน แล้วคนให้เข้ากัน
4. ตั้งทิ้งไว้ให้ตกตะกอน
5. นําน้ําส่วนที่เป็นน้ําใส ผสมในภาชนะที่เตรีมน้ําไว้
6.นําตะกอนที่กันแก้วไปทิ้งในกลุ่มขยะมีพิษ

หมายเหตุ
1. คลอรีน65% เหมาะสําหรับใช้ในการบําบัดน้ําและประโยชน์ ในด้านอื่นๆ
2. คลอรีน70% เหมาะสําหรับบําบัดน้ําและประโยชน์อื่นๆ
3. คลอรีน90% เหมาะสําหรับบําบัดน้ําในสระว่ายน้ํา

แชร์ให้เพื่อน :

การใช้กรดกัดแก้ว

แชร์ให้เพื่อน :

การใช้กรดกัดแก้ว, กรดกัดกระจก

เราคงเคยเห็นกระจกหรือแก้ว ที่มีลวดลายสวยงามหรือมีลายกราฟฟิกที่สวยงาม นั่นเป็นการกัดแก้วหรือกระจกให้เกิดลวดลาย โดยใช้น้ำกรดชนิดหนึ่งที่เรียกว่า กรดไฮโดรฟลูออริก หรือ กรดกัดแก้ว

การใช้น้ำกรดกัดกระจก เป็นวิธีที่ใช้กรดที่เจือจางเช่น กรดไฮโดรฟลูออริก (HF) เพื่อกัดผิวกระจกพื้นที่เรียบๆ กรดไฮโดรฟลูออริก เป็นกรดที่มีฤทธิ์กัดกร่อนและพิษสูง สามารถทำปฏิกิริยากับซิลิกอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นสารประกอบหลักของแก้ว หรือกระจก ทำให้กัดกระจกหรือแก้วให้มีลวดลายได้ ใช้ทำลายบนกระจก ทำให้ได้ลายที่สวยงามตามที่ต้องการ


การทำน้ำยากัดกระจก, กรดกัดแก้ว ขั้นตอนการทำน้ำยากัดกระจก มีดังนี้

ส่วนผสม

1.Hydrofluoric Acid (กรดไฮโดรฟลูออริค) 70 % จำนวน 1 กก.
2.น้ำสะอาด จำนวน 1 กก.


การใช้งาน
1. เตรียมน้ำ 1 กก. ใส่ในภาชนะพลาสติก
2. ค่อยๆริน กรดไฮโดรฟลูออริคใส่ลงไปอย่างช้าๆพร้อมกับคนไปด้วยจนหมด
3. บรรจุใส่ขวดพลาสติก เก็บไว้ใช้งาน


การทำน้ำกรดกัดแก้ว ต้องมีความระมัดระวัง ห้ามเด็กทำเด็ดขาด ควรปฏิบัติดังนี้

1. เวลาทำควรสวมถุงมือยาง แว่นตา ปิดจมูกทุกครั้ง เพื่อป้องกันอันตรายจากกรด
2. การผสมเคมีใช้วิธีเติมกรดลงในน้ำ ห้ามเติมน้ำลงในกรดเด็ดขาด!
3. สถานที่ทำงานควรเป็นที่โปร่งโล่ง อากาศถ่ายเทสะดวก ไม่อับ

การใช้กรดกัดแก้วใช้กัดกระจกต้องระมัดระวัง เพื่อป้องกันอันตรายจากการสัมผัสกรดไฮโดรฟลูออริก หรือการหายใจรับไอของกรดไฮโดรฟลูออริก

แชร์ให้เพื่อน :

กรดกัดแก้ว,กรดไฮโดรฟลูออริก 70%

แชร์ให้เพื่อน :

 

กรดกัดแก้ว หรือ กรดไฮโดรฟลูออริก 70% (Hydrofluoric acid 70%) ,กรด HF

สวัสดีครับ วันนี้เรามาทำความรู้จักกับ กรดชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญต่อวงการอุตสาหกรรมและวงการทำลายแก้ว ลายกระจก นั่นก็คือ “กรดกัดแก้ว” กันครับ

 

คุณสมบัติของกรดกัดแก้ว

  • ชื่อผลิตภัณฑ์ : HYDROFLUORIC ACID (70%) , ไฮโดรฟลูออริคเอซิด ,กรดกัดแก้ว
  • สูตรเคมี : HF
  • ชื่อทางเคมี : กรดไฮโดรฟลูออริก
  • ชื่ออื่น : กรดกัดแก้ว, กรดไฮโดรฟลูออริก, กรดกัดลายกระจก, กรดกัดสนิม,HYDROFLUORIC ACID, ไฮโดรฟลูออริก แอซิด, ไฮโดรเจนฟลูออไรด์ (hydrogen fluoride), flu- orohydric acid, aqueous hydrogen fluoride, flu- orwasserataffsäuve, acide hydrofluorique, acide fluorhydrique, acide fluorique และกรดฟลูออริก เป็นต้น
  • ประเทศที่ผลิต: จีน CHINA
  • ขนาดบรรจุ (Kg): 25 กิโลกรัม (25 kg.)
  • ลักษณะทางกายภาพ : ของเหลว ใส ไม่มีสี มีกลิ่นฉุน (มีสีเขียวในรายงานบางฉบับ) มีกลิ่นฉุนอย่างรุนแรง ก่อความระคายเคืองกับผิวหนัง
  • มวลโมเลกุล : 20.01
  • จุดเดือด : 20 องศาเซลเซียส (68 องศาฟาเรน ไฮต์) ที่ 760 มิลลิเมตรปรอท
  • จุดเยือกแข็ง : 83 องศาเซลเซียส (-117.4 องศา ฟาเรนไฮต์)
  • ความถ่วงจําเพาะ : 0.99 (ที่อุณหภูมิ -7 องศาเซลเซียส หรือ 19.4 องศาฟาเรนไฮต์) หรือ 1 (ที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส หรือ 68 องศาฟาเรนไฮต์)
  • ความหนาแน่น : 1.002 (ที่อุณหภูมิ 0 และ 4 องศาเซลเซียส)
  • ความเป็นกรดด่าง : เป็นกรดอ่อน มีค่า pKa
  • ค่าการละลาย : เข้ากับน้ําได้ ละลายในแอลกอ ฮอล์และตัวทําละลายอินทรีย์หลายชนิดได้ดี
  • ความสามารถในการติดไฟ : ไม่ติดไฟ

กรดกัดแก้ว หรือ กรดไฮโดรฟลูออริก คืออะไร?

เป็นกรดที่มีความสามารถในการละลาย silica ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของแก้ว จึงเป็นที่มาของ ชื่อ “กรดกัดแก้ว”

จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์พบว่า เริ่มมีการใช้กรดกัดแก้วตั้งแต่ปี ค.ศ. 1529 โดย Georgius Agricola กล่าวถึงการใช้สินแร่ฟลูออไรต์ (fluorite, flu- orspar) ซึ่งมี ฟลูออรีน (fluorine) เป็นส่วนประกอบ เพื่อลดจุดหลอมเหลวของสินแร่อื่นหลายชนิดทําให้ประหยัดเวลาและเชื้อเพลิงในการถลุงแร่

ต่อมาในปี ค.ศ. 1670 Heinrich Schwanhard ซึ่งเป็นศิลปินในเมือง Nurem berg ประเทศเยอรมนี พบว่า เมื่อเติมกรดแก่ลงในสินแร่ ฟลูออไรต์จะเกิดก๊าซบางชนิด ซึ่งมีความสามารถในการกัดแก้ว และนํามาสร้างผลงานทางศิลปะเป็นชิ้นงานแก้ว ที่มีลวดลายต่าง ๆ ต่อมาในปี ค.ศ. 1780 Carl Wilhelm Scheele ซึ่งเป็นนักเคมีชาวสวีเดนได้ศึกษาก๊าซที่มีความสามารถในการกัดแก้วดังกล่าว พบว่ามีคุณสมบัติเป็นกรด จึงตั้งชื่อว่ากรดฟลูออริก (fluoric acid) ต่อมา

ในปี ค.ศ. 1810 มีการค้นพบธาตุคลอรีน (chlorine) และ ฟลูออรีน ซึ่งเป็นธาตุในหมู่แฮโลเจน (halogen) จึงมีการ เปลี่ยนชื่อจากกรดฟลูออริกเป็นกรดไฮโดรฟลูออริก ซึ่งใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน ปัจจุบันมีการนํากรดกัดแก้วมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้แก่ การทําความสะอาดก้อนอิฐ, การกัดซิลิกา (silica) ที่เป็นวัตถุดิบใน การทําแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ การชุบโลหะด้วยไฟฟ้า
การฟอกหนัง,การกัดสนิมโลหะ,การทําความสะอาดกระเบื้อง, การทําความสะอาดหินอ่อนและหินทราย ,การให้บริการทําความสะอาดรถยนต์ ,การผลิตฟันปลอม ,สารเคมีในห้องปฏิบัติการ และใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเลียมเป็นต้น

กรดกัดแก้วเป็นกรดอนินทรีย์ที่สังเคราะห์จากปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างฟลูออไรต์หรือแคลเซียมฟลูออไรด์ (calcium fluoride, CaF) กับกรดซัลฟูริก (sulfuric acid, HSO) เกิดเป็นกรดไฮโดรฟลูออริก (hydroflu oric acid, HF) ในสถานะก๊าซ ซึ่งเมื่อถูกทําให้เย็นลง จะเปลี่ยนสถานะจากก๊าซเป็นของเหลว

ดังแสดงในรูปที่ 1


รูปที่ 1 ปฏิกิริยาทางเคมีในการสังเคราะห์กรดกัดแก้ว

 


คุณสมบัติทางเคมีกายภาพของกรดกัดแก้ว – สูตรโครงสร้างทางเคมี ดังแสดงในรูปที่ 2

รูปที่ 2 สูตรโครงสร้างทางเคมีของกรดกัดแก้ว


การใช้งานกรดกัดแก้ว (กรดไฮโดรฟลูออริก)

  • ใช้กัดแก้ว ให้เป็นลายสวยงาม ในการทำกระจกตกแต่ง
  • ใช้กัดกระจกให้เป็นลาย
  • ใช้ทำความสะอาดโลหะ เนื่องจากมีกรดสวยงาม
  • การทําความสะอาดก้อนอิฐที่มีความสกปรก
  • การกัดซิลิกา (silica) ที่เป็นวัตถุดิบใน การทําแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ การชุบโลหะด้วยไฟฟ้า
  • การฟอกหนัง
  • การกัดสนิมโลหะ
  • การทําความสะอาดกระเบื้อง
  • การทําความสะอาดหินอ่อนและหินทราย
  • การให้บริการทําความสะอาดรถยนต์
  • การผลิตฟันปลอม
  • ใช้เป็นสารเคมสารเคมีในห้องปฏิบัติการ
  • ใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเลียม

เป็นต้น


การจัดเก็บกรดกัดแก้ว

  • เก็บในถังพลาสติก ขนาดบรรจุ 20 ลิตร
  • เก็บไว้ในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
  • เก็บไว้บริเวณที่อุณหภูมิต่ำ และแห้ง
  • เก็บให้ห่างจากความร้อน แหล่งกำเนิดความร้อน หรือบริเวณที่มีอุณหภูมิสูง
  • เก็บไว้ให้ห่างจากน้ำ หรือ บริเวณที่มีความชื้นสูง
  • แหล่งจัดเก็บสามารถเข้าออกได้สะดวก


อันตรายจากกรดกัดแก้ว

การทำลายเนื้อเยื่อโดยกรดไฮโดรฟลูออริกจึงอาจไม่รู้สึกเจ็บในตอนแรก ผู้ถูกกรดอาจจะไม่รู้ตัวในทันทีและเกิดความล่าช้าในการตอบสนองกับอันตรายที่เกิดขึ้น

 

อันตรายหากสัมผัสผิวหนัง

ความรุนแรงของอาการขึ้นกับปริมาณ ความเข้มข้น และระยะเวลาที่สัมผัสผิวหนังของผู้ป่วย การสัมผัส กรดกัดแก้วที่มีความเข้มข้นมากกว่าร้อยละ 20 จะทําให้ เกิดรอยโรคที่ผิวหนัง และเกิดอาการปวดทันที แต่การสัมผัสกรดกัดแก้วที่มีความเข้มข้นร้อยละ 6-12 จะเริ่มมี อาการปวดภายหลังการสัมผัสเป็นเวลาหลายชั่วโมง

รอยโรคที่ผิวหนังบริเวณที่สัมผัสกรดกัดแก้วในระยะแรกจะไม่มีความผิดปกติที่รุนแรง กล่าวคือ ผิวหนังบริเวณที่สัมผัสกรดกัดแก้วจะมีสีซีดกว่าปกติไม่มีรอยแผล แต่ผู้ป่วยจะมีอาการปวดมาก หลังจากนั้นเนื้อเยื่อบริเวณที่สัมผัสกรดกัดแก้วจะเกิดการตายเฉพาะส่วนจากการขาดเลือด (coagulative necrosis)

อาการพิษเฉียบพลันจากการสัมผัสกรดกัดแก้ว
ทางผิวหนังส่วนใหญ่เป็นอาการเฉพาะที่ ยกเว้นกรณีที่เป็นการสัมผัสกรดกัดแก้วที่มีความเข้มข้นมากกว่าร้อยละ 20 บริเวณกว้าง มากกว่าร้อยละ 2.5 ของพื้นที่ผิวกาย อาจเกิดอาการพิษต่อระบบอื่น ของร่างกายซึ่งมีความรุนแรงถึงแก่ชีวิตได้

อาการที่พบหากสัมผัสผิวหนัง

  • ระคายเคือง บริเวณผิวหนังที่โดนกรด
  • เจ็บแสบ บริเวณผิวหนัง
  • ปวดมากบริเวณผิวหนัง ที่สัมผัสกรด

การปฐมพยาบาล
แนะนําให้ถอดเสื้อผ้าที่มีการปนเปื้อน และพยา ยามล้างทําความสะอาดผิวหนังบริเวณที่สัมผัสกรดกัดแก้วด้วยน้ําปริมาณมากๆ เป็นเวลาอย่างน้อย 5 นาที หลังจากนั้น นำผู้ป่วยไปพบหมอ


 

อันตรายหากสัมผัสทางตา

  • การระคายเคืองลูกตา
  • การไหม้ของลูกตา

การสัมผัสที่ดวงตา
เมื่อละอองของกรดกัดแก้วสัมผัสที่ดวงตา จะทําให้เกิดความผิดปกติ ของดวงตาที่มีความรุนแรงมากกว่ากรดอื่น ๆ โดยทั่วไป อาการผิดปกติที่พบ ได้แก่ การหลุดลอกของกระจกตา กระจกตาบวม,เกิดแผลที่กระจกตา

การปฐมพยาบาล เบื้องต้น
ให้ล้างด้วยน้ำสะอาดปริมาณมากๆ แล้วพาผู้ป่วยไปพบแพทย์
หรือแนะนําให้ล้างตาด้วยน้ําเกลือ (0.9% Sodium chloride solution) ปริมาณ 1-2 ลิตร หลังจากพาผู้ป่วยไปพบแพทย์


 

อันตรายหากหายใจเอาไอกรดไฮโดรฟลูออริกเข้าไป

อาการที่เจอเมื่อสูดเอาไอกรดไฮโดรฟลูออริกเข้าไป

  • เยื่อจมูกอักเสบ
  • ระคายคอ แสบจมูก น้ํามูกไหล
  • หายใจลําบาก
  • เสียงแหบ หายใจมีเสียงฮึดฮัด

ก๊าซไฮโดรเจนฟลูออไรด์ หรือไอระเหยของกรดกัดแก้วเข้าไป โดยจะได้กลิ่นฉุนรุนแรง เมื่อความเข้มข้นของก๊าซไฮโดรเจนฟลูออไรด์ ระดับตั้งแต่ 0.4 ppm ขึ้นไป

อย่างไรก็ตามผู้ป่วยที่สัมผัสโดยการหายใจมักมีความ ผิดปกติต่อดวงตาร่วมด้วยเสมอ เช่น แสบตา นํ้าตาไหล และปวดตา (ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง) ความรุนแรง ของอาการในผู้ป่วยแต่ละรายขึ้นกับความเข้มข้นของก๊าซ ไฮโดรเจนฟลูออไรด์ หรือไอระเหยของกรดกัดแก้ว และ ระยะเวลาที่ผู้ป่วยสัมผัส ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง อาจจะมีมีภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำ (hypoxemia) และภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำร่วมกับความผิดปกติในระบบทางเดินหายใจ

การปฐมพยาบาล
แนะนําให้นําผู้ป่วยออกจากบริเวณที่เกิดเหตุและเปลี่ยนเสื้อผ้าของผู้ป่วย ทั้งนี้ควรนําเสื้อผ้าของผู้ป่วย บรรจุในถุงพลาสติกที่ปิดสนิท เพื่อป้องกันไม่ให้บุคลากร ทางการแพทย์สัมผัสก๊าซไฮโดรเจนฟลูออไรด์ หรือไอ ระเหยของกรดกัดแก้ว


 

อันตรายจากการกินกรดกรดไฮโดรฟลูออริก

ผู้ป่วยที่รับประทานกรดกัดแก้ว จะมีอาการแสบ ปาก แสบคอ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน และเลือดออก ในทางเดินอาหาร นอกจากนี้กรดกัดแก้วจะถูกดูดซึมจาก
ระบบทางเดินอาหารอย่างรวดเร็ว และทําให้เกิดอาการ พิษต่อระบบต่าง ๆ ภายในร่างกาย ได้แก่ ภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ , ภาวะช็อค ซึม หมดสติ และชัก เป็นต้น

อาการพิษระยะยาว
ผู้ป่วยทีสัมผัสกรดกัดแก้วหรือกรดกรดไฮโดรฟลูออริกจะเกิดภาวะพิษจาก
ฟลูออไรด์ (fluorosis) อาการแสดงที่สําคัญ ได้แก่ ฟัน มีจุดและคราบเหลือง กระดูกพรุน และภาวะข้อเสื่อม เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบรายงานว่าก๊าซไฮโดรเจนฟลูออไรด์หรือกรดกัดแก้วมีแนวโน้มในการก่อให้เกิดโรคมะเร็ง

การปฐมพยาบาล

รีบพาผู้ป่วยไปพบแพทย์


แชร์ให้เพื่อน :

จัดส่งโซดาไฟให้ลูกค้า 500 กก. ให้ลูกค้า

แชร์ให้เพื่อน :

จัดส่งโซดาไฟให้ลูกค้า 500 กก. ให้ลูกค้า

สวัสดีครับ วันนี้เราพามาดูบรรยากาศการจัดส่ง โซดาไฟ 500 กก. ให้ลูกค้ากันครับ งานนี้ลูกค้าอยู่ไม่ไกล เราใช้รถบริษัทจัดส่งให้ลูกค้าถึงหน้างาน

แชร์ให้เพื่อน :